พริก สรรพคุณสุดแซ่บ ที่คุณอาจยังไม่รู้ว่าจัดจ้านแค่ไหน

พริก สรรพคุณสุดแซ่บ ที่คุณอาจยังไม่รู้ว่าจัดจ้านแค่ไหน

พริก สมุนไพรรสเผ็ดร้อน ที่ต้องมีติดครัวกันทุกครัวเรือน สรรพคุณจี้ดจ้าดของพริกนั้นทั้ง ช่วยลดน้ำหนัก สร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเครียด ป้องกันโรคมะเร็ง และลดความเสี่ยงโรคหัวใจ 

รสชาติความเผ็ดของพริกมาจากสารชื่อ “แคปไซซิน” (Capsaicin) ซึ่งถ้าเราเอามีดมาผ่าตรงกลางข้างในจะพบว่ามีเยื่อแกนกลางสีขาว (คือส่วนเผ็ดมากที่สุด) ส่วนเปลือกและเมล็ดนั้นจะมีสารนี้น้อย ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าส่วนเมล็ดและเปลือกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด และสาร Capsaicin ไม่สามารถทำลายค่ะได้ด้วยความร้อนหรือแม้แต่อุณหภูมิต่ำๆ ยังสามารถคงความเผ็ดแซ่บไว้ได้ ในประเทศไทยพริกที่เผ็ดมากที่สุดคือ พริกขี้หนู และพริกหวาน มีความเผ็ดน้อยที่สุด 

เครื่องมือที่ใช้วัดความเผ็ดของพริกชื่อสโควิลล์ (Scoville) ระบุว่าพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกก็คือ พริกฮาบาเนโร วัดค่าความเผ็ดไดมากกว่า 350,000 สโควิลล์ ส่วนพริกขี้หนูสวนของเราจะมีค่าความเผ็ดอยู่ที่ 60,000-100,000 สโควิลล์ 

สรรพคุณของ พริกขี้หนู แต่ไม่เล็กพริกขี้หนู

1.ช่วยลดน้ำหนัก

สาร thermogenic ในเมล็ดพริก เป็นสารที่ทำให้ร่างกายมีความร้อน เกี่ยวกับmetabolism ในร่างกาย ทำให้ร่างกายเบริ์นสิ่งที่ทานเข้าไป ไม่เกิดการสะสมในร่างกาย ทำให้น้ำหนักของเราลดเร็วขึ้น พริกยังมีกรดแอสคอร์บิกสูง ที่สามารถเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงานในที่สุดที่โดยมีการศึกษาจากประเทศแถบเอชียพบว่า การรับประทานพริกประมาณ 5 เม็ด ช่วยเพิ่มmetabolism ในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และยาวนานถึงครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว แต่การที่รับประทานพริกสดๆ คงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงมีสารสกัดในรูปของแคปซูลพริกออกมาวางขายในท้องตลาดมากมาย

2.อารมณ์สดใส ร่าเริง 

ฟังดูแล้วอาจจะแปลกไปสักหน่อยที่กินเผ็ดขนาดนั้นแล้วจะอารมณ์ดีได้อย่างไร เป็นไปได้จริงเนื่องจากพริก มีสารแคปไซซิน ที่กระตุ้นสารสื่อประสาทในสมองให้หลั่งสารแห่งความสุขหรือเอ็นดอร์ฟิน ช่วยให้ร่างกายrelax สมองเบิกบาน ลดความดันโลหิต ไม่ปวดหัว รู้สึกมีความสุข 

3.ช่วยให้เจริญอาหาร 

ยิ่งกินเผ็ด ยิ่งกินเยอะ ไม่ใช่ประโยคพูดล้อเลียนแต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สารแห่งความสุขข้างต้นนอกจากจะทำให้เรามีความสุข เพลิดเพลินแล้ว ยังทำให้เราอยากอาหารมากขึ้น กินอะไรก็อร่อย เพราะโดนกระตุ้นต่อมอยากอาหารสั่งการโดยสมองส่วนกลาง 

4.บรรเทาอาการปวด

มีการนำสารสกัดจากพริกหรือ แคปไซซิน มาทำเป็นเจลถูนวดแก้ปวดเมื่อย เส้นเอ็นอักเสบ อย่างเช่นโรครูมาตอยด์ เข่าอักเสบ เพราะคุณสมบัติของสารดังกล่าวช่วยลดอาการเจ็บปวดได้ 

5.บำรุงสายตา

ในพริกมีสารอาหารโดยเฉพาะวิตามินซี วิตามินเอ ที่เกี่ยวกับการมองเห็นโดยตรง ที่พริกมีสีสันแตกต่างกันไป เนื่องจากมีเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเสื่อมของกระจกตาและเมื่อบวกกับวิตามินเอและวิตามินซีที่อยู่ในพริกด้วยแล้ว ถือว่าช่วยบำรุงสายตาและการมองเห็นได้ดีทีเดียว 

6.ช่วยให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกขึ้น 

อาการหลังจากที่เราทานอาหารเผ็ดๆ จะมีน้ำตาไหล น้ำมูกไหล เนื่องจากความร้อนจากพริก

ทำให้จมูกโล่ง หายใจสะดวกขึ้น เสมหะออกง่ายช่วยลดปริมาณน้ำมูก อาการไอน้อยลง ทำให้เสมหะที่เหนียวข้นแตกตัว ผู้ที่มีปัญหาในเรื่องระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ และหลอดลมอักเสบ สามารถทานพริกเพื่อบรรเทาอาการได้ 

7.เสริมสร้างภูมิต้านทาน 

ด้วยพริกมีวิตามินสูงหลายชนิด และวิตามินเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการเป็นสารตั้งต้นทำให้เกิดระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันโรคหวัด และโรคภูมิแพ้ 

8.ลดน้ำตาลในเลือด 

การยับยั้งดูดซึมน้ำตาลกลูโคสในร่างกาย โดยสารแคปไซซินจากพริก ได้มีการทดลองในอาสาสมัครดื่มน้ำตาลกูลโคส และวัดระดับน้ำตาล หลังจากนั้น รับประทานพริกเข้าไปพร้อมกัน และวัดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดอีกครั้ง พบว่าหลังจากรับประทานพริกแล้วสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลได้. 

9.ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น 

การขยายตัวของหลอดเลือดได้ดีทำให้ เลือดไหลเวียนไปส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ. เนื่องจากสารแคปไซซิน นอกจากนั้นยังทำงานร่วมกับเบตาแคโรทีนและวิตามินซี ช่วยให้เกิดการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง ลดการอุดตันของลิ่มเลือด ซึ่งส่งผลในโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมา 

10.ป้องกันโรคโลหิตจาง 

พริกช่วยป้องกันโรคโลหิตจางเนื่องจาก สารอาหารในพริก มี ธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบอยู่ และมีวิตามินซี ช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก ทำให้เม็ดเลือดแดงมีความแข็งแรง มีค่าความเข้มข้นของเลือดสูง ไม่เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางได้

11.ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง 

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสารไนโตรซามีนเป็นสารก่อมะเร็ง วิตามินซีในพริกมีความสามารถในการลดปฏิกิริยาก่อสารไนโตรซามีน พริกมีวิตามินซีสูงอยู่ถึง 70 มิลลิกรัม ฉะนั้นการรับประทานพริกอยู่เป็นประจำจึงช่วยลดอัตราการก่อสารสร้างมะเร็ง รวมถึงฆ่าเซลล์มะเร็งได้บางส่วนด้วย

12.ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ 

สารในพริกมีการออกฤทธิ์คล้ายกับยาแอสไพรินคือต้านการแข็งตัวของหลอดเลือดหรือเกร็ดเลือด ไม่ให้เลือดมาจับตัวกันเป็นก้อน จนอุดตันหลอดเลือด เกิดเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมา ดังนั้นการรับประทานพริกสม่ำเสมอจึงส่งผลดีต่อหัวใจ, ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และสุขภาพโดยรวม 

13.ช่วยบรรเทาอาการโรคทางเดินอาหา

ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด แน่นเฟ้อ มีลมในกระเพาะอาหารเยอะเนื่องจากกรดเกิน อาหารไม่ย่อย ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร 

ทำความรู้จักกับพริก

ต้นกำเนิดของพริกถือกำเนิดมาพันกว่าปี ในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้. จากนั้นผู้ค้นพบชื่อโคลัมบัส ได้ขยายวิธีปลูกพริกไปทั่วยุโรป และขยายจำนวนไปทั่วโลก จึงเป็นที่มาของชื่อพริกแต่ล่ะแห่งไม่เหมือนกัน 

พริก เป็นพืชในตระกูล Solanaceae 

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum frutescens 

สารสำคัญที่มีสรรพคุณทางยาคือ แคปไซซิน (capsaicin) อยู่ในกลุ่มอัลคาลอยด์ ทนอุณหภูมิสูงหรืออุณหภูมิต่ำ โดยไม่ส่งผลต่อรสชาติความเผ็ดแม้แต่น้อย 

เนื่องจากพริกมีรสเผ็ด ร้อน สรรพคุณที่โดดเด่นเหล่านี้ได้เป็นที่มาของการใช้พริกในการลงโทษนักโทษอย่างรุนแรง เช่นใช้พริกขยี้ที่ตานักโทษ มีการใช้พิกมาเผาไฟ เพื่อให้เกิดควันที่แสบหน้าแสบตา ขับไล่ทหารฝ่ายตรงข้าม แม้กระทั่งชนเผ่า Carib ใน Antilles ก็มีความนิยมนำพริกบริเวณบาดแผลสด เพื่อฝึกความอดทน เป็นต้น 

ปริมาณสารอาหารของพริก 

ในพริกมีสารอาหารมากมาย โดยมี พลังงานอยู่ที่ 103 กิโลแคลอรี มีแคลเซียมอยู่ 45 มิลลิกรัม มีวิตามินซีและฟอสฟอรัสอยู่สูง 70 และ 85 มิลลิกรัม ตามลำดับ 

เผ็ดแล้วอยากหายเผ็ด !!

ส่วนที่เผ็ดที่สุดของพริกคือแกนกลางสีขาว ถ้าเราตัดออกความเผ็ดจะลดลงมากกว่าครึ่ง ความเผ็ดคือสรรพคุณของพริก ฉะนั้นต้องหาวิธีแก้เผ็ดโดยเร็ว 

1. ลดเผ็ดด้วยการดื่มนม  

น้ำนมนมมีสารคาเซอิน ระงับความเผ็ดแสบทรมานของพริกลงได้ เป็นวิธีที่เร็วสุด และได้ผลดีที่สุด โดยจะอมไว้ในปากสักครู่แล้วบ้วนทิ้งหรือดื่มลงไปเลยก็ได้ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมหรือส่วนผสมของนมอื่นๆก็ช่วยลดเผ็ดได้เช่นกัน เช่นโยเกิร์ต เนย ชีส เป็นต้น 

2. ลดเผ็ดด้วยข้าวหรือขนมปัง 

น้ำตาลจากแป้งหรือขนมปังจะช่วยดูดซับสารเผ็ดหรือแคปไซซินออกไป ทำให้ความเผ็ดลดลง 

3. ลดเผ็ดด้วย น้ำอุ่นหรือซุปร้อนๆ 

วิธีนี้ค่อนข้างทรมาน เนื่องจากปกติพริกก็มีรสเผ็ดร้อนอยู่แล้ว แต่ถ้าเราซดน้ำซุปหรือน้ำแกงร้อนๆเข้าไปเพิ่มอีกล่ะก็ จะทวีความแสบร้อนมากขึ้น. แต่ขณะเดียวกันความร้อนจากน้ำซุปก็ช่วยชะล้าง ละลายแคปไซซินที่อยู่ในช่องปากเราออกไปทำให้ความเผ็ดลดลงนั่นเอง 

4. ลดเผ็ดด้วยดื่มน้ำมะนาว 

วิธีนี้คือการทำปฏิกิริยาของสาร น้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด ส่วนแคปไซซินมีฤทธิ์เป็นด่าง เมื่อทำปฏิกิริยากันทำให้ได้ฤทธิ์เป็นกลาง ช่วยลดความเผ็ดได้อีกทางนึง 

5. ลดเผ็ดด้วยการอมน้ำมันแล้วบ้วนปาก

สารแคปไซซิน จะละลายในน้ำมัน ฉะนั้นถ้ารับประทานเผ็ด พยายามทานของทอดๆตามไป หรือบางคนอาจจะอมน้ำมันแล้วบ้วนทิ้งเลยก็ได้ 

6. ลดเผ็ดด้วยเกลือ 

อมเกลือไว้ในปากไปเรื่อยๆเมื่อมันละลายดี ความเผ็ดจะลดลงเอง 

7. ลดเผ็ดด้วยการแปรงฟัน 

การแปรงฟันเป็นการชะล้างแคปไซซิน ออกจากช่องปากวิธีนึง แต่ควรใช้ยาสีฟันที่มีรสเกลือร่วมจะดีมากเป็นการเสริมฤทธิ์กัน ทำให้ลดความเผ็ดเร็วมากขึ้น 

เมนูเผ็ดๆที่ประโยชน์เพียบ อร่อยพ่นไฟ

หมูผัดพริกขิง

ส่วนผสม หมูผัดพริกขิง 

  • เนื้อหมู หั่นเป็นชิ้นๆ 
  •  พริกขี้หนูสด
  • หอมใหญ่ หั่นบาง 
  • ขิง หั่นเป็นชิ้นยาวเล็ก ๆ 
  • เครื่องปรุง มีน้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ และผงปรุงรสนิดหน่อย 
  • น้ำมัน 
  •  กระเทียมทุบและสับหยาบ สำหรับเจียวให้หอม 

วิธีทำหมูผัดพริกขิง 

     1. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันให้ร้อน ใส่กระเทียมลงไปเจียว 

     2. นำเนื้อหมูที่หั่นไว้ลงไปผัดให้เข้ากันจนกระทั่งเนื้อหมูสุก

     3. ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ และผัดให้เข้ากัน 

     4. ใส่ขิง หอมหัวใหญ่ และพริกสด ตามลงไปผัดให้เข้ากันเพียง 1 นาที ตักใส่จานเสิร์ฟหมูผัดขิงกับข้าวสวยร้อน ๆ 

เห็ดฟางผัดพริกสดใบโหระพา

ส่วนผสม เห็ดฟางผัดพริกสดใบโหระพา 

  • กระเทียม 
  • พริกขี้หนู 
  • เนื้อไก่หั่นชิ้น
  • เห็ดฟาง 
  • น้ำมันหอย 
  • ซีอิ๊วขาว 
  • ใบโหระพา 

วิธีทำเห็ดฟางผัดพริกสดใบโหระพา 

     1. ใส่น้ำมันลงในกระทะ นำกระเทียม และพริกขี้หนูลงไปผัดให้หอม 

     2. ใส่เนื้อไก่ลงไปผัดพอสุก

     3. ใส่เห็ดลงไปผัด ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว ใส่น้ำเปล่านิดหน่อย พอสุกใส่ใบโหระพา ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ 

Leave a Reply